สูตรเล่นหุ้น “หมอยง” น.พ. ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม

…สูตรเล่นหุ้น “หมอยง” น.พ. ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม…

บางคนอยากฉีกตรำราการลงทุนทิ้ง เมื่อพบว่าการลงทุนที่ทำให้หมอยรรยงประสบความสำเร็จ ไม่ได้อ้างอิงการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างที่ร่ำเรียนกันมา ตลอดการสัมภาษณ์ เขาไม่ได้เอ่ยอ้างถึงทฤษฎีการประเมินมูลค่าพื้นฐาน(Intrinsic Value)ของหุ้นเลยสำหรับเขาแล้วนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักเล่นหุ้นคนอื่น

วิธีการของหมอยรรยงอ้างอิงเกี่ยวกับ ทฤษฎีจิตวิทยามวลชน มากกว่า แม้ว่าเขาจะไม่ใช้ศัพท์คำนี้มาอธิบาย แต่วิธีการลงทุนส่วนใหญ่ก็บ่งชี้ว่า เขาสำเร็จมาได้เพราะเล่นหุ้นตาม กระแสนิยม
หมอมีวิธีคิดที่ออกจะแหวกแนว ตั้งแต่เขาเริ่มอาชีพ หมอฟัน วิธีที่เขาใช้คิดค่าทำฟันกับลูกค้าไม่ใช่กำหนดราคาตามเป้าหมาย แต่เขาคิดเงินโดยดูจากฐานะ ลูกค้าแต่ละคน ดูแล้วคนไหนรวยผมจะคิดแพง แต่คนไหนไม่มีเงินผมจะทำให้ฟรี นั่นเอง

เมื่อเราเปิดดูทฤษฎีการลงทุนหลายเล่ม วิธี จำกัดความเสี่ยง ของหมูจึงดูจะ ไม่มี ในตำรา แต่กฎการลงทุนที่หมอนำมาใช้หลายข้อ ก็ล้วนถูกเขียนขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก
โดยเฉพาะกฎการเอาตัวรอดสำหรับนักเล่นหุ้นระยะสั้น (อย่างหมอ) ที่ฝรั่งบอกไว้ว่า ตลาดหุ้นไม่เคยกล่าวคำเสียใจกับใคร

ดังนั้นถ้าขาดทุนต้องรีบ Stop Loss หมายถึง รีบขายเพื่อหยุดยั้งการขาดทุน ถ้ามีกำไรให้ถือต่อไป ซึ่งในตำราฝรั่งเขาจะเรียกว่า Let Profit Run

กฎอีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อมีกำไรแล้วห้ามกลับมาขาดทุน เหล่านี้คือ บางส่วนของสูตรที่หมอบอกว่าทำให้เขาเล่นหุ้น ได้กำไร

ตราบใดที่ท่านยังมีเงินสดอยู่ในมือ ตราบนั้นท่านยังมีโอกาสทำกำไร เป็นกฎการเล่นหุ้นของ .
William.D.Gann เขียนไว้ในหนังสือชื่อ How to Make Profits Trading in Commodities

ถ้ามีใครไปถามหมอว่า ไปลอกกฎฝรั่งมาเหรอ เขาจะรับปฎิเสธและบอกว่า ผมไม่ค่อยเชื่อวิธีของฝรั่ง ไม่เห็นว่าจะเก่งกว่าเราตรงไหนเลย

หมอมักย้ำเสมอว่า ตำรา ที่เขาใช้ คือ ประสบการณ์ และ เรียนรู้มาจากเพื่อนในวงการมากกว่า ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ เสี่ยปู่ อดีตนักเศรฐศาสตร์สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ที่มาเอาดีในตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีจำกัดความเสียง ของหมอเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และต้องนำมาขยายความเพิ่มเติม

วิธีจำกัดความเสียงอันดับแรก คือ คุณต้องอ่านสภาวะตลาดหุ้นให้ออก ต้องตอบตัวเองได้ว่าพรุ่งนี้ หรือ อาทิตย์หน้า หรือ อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า คุณตอบได้ไม่? ว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร? หุ้นที่คุณถืออยู่จะเป็นอย่างไร?

ผมมองว่าอะไรที่ตอบไม่ได้ หรือ อะไรที่คุณไม่รู้ คือ ความเสี่ยง แต่อะไรที่คุณรู้ คือ ไม่เสี่ยง
ตัวอย่างเช่น หุ้นบริการเชื้อเพลิงกรุงเทพ (บาฟส์) หุ้นตัวนี้ผมได้เงินเยอะ ถ้าเราดูจากข่าวหนังสือพิมพ์ บาฟส์หาผู้แทนจัดจำหน่ายได้ดี และ โฆษณาได้ดี คือ ออกทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ และ โทรทัศน์ มันทำให้เกิดกระแสนิยมขึ้นมา ทำให้ความต้องการหุ้นตัวนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ

ผมก็จะดูว่ากิจการเป็นอย่างไร? ผูกขาดรึเปล่า รายได้และกำไรเป็นอย่างไร? ผู้บริหารวางแผนเพิ่มสภาพคล่องโดยการแตกพาร์ เราก็จับจุดตรงนี้ รู้ว่ามวลชนมีความต้องการมาก ในแง่ของราคา IPO ก็ต่ำ จำนวนหุ้นที่ออกมาก็ไม่มาก ผมได้ข้อสรุปตรงนี้ว่า ผู้บริหารคงอยากให้หุ้นของตัวเองขึ้น

จากนั้นก็เจาะลงไปดูรายละเอียดของผู้บริหาร อย่างแรกเลยต้องรู้ว่า ผู้ถือหุ้นเป็นใคร? ผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ การบินไทย 30% สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 10% บริษัทน้ำมัน 5 แห่งถือหุ้นรวมกัน 43% และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย 6%

ผมก็ตั้งคำถามแล้วว่าผู้ถือหุ้นใหญ่จะขายหุ้นออกไม่ ผมก็ประเมินว่าคงไม่ขายแน่ ดังนั้น ถ้าผมเจอหุ้นอย่างนี้บอกได้เลยว่า ได้เงิน เพราะเราประเมินออกตั่งแต่แรกว่า หุ้นตัวนี้มีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย ลักษณะการซื้อ คือ ผมจะซื้อหุ้นที่ประเมินแล้วว่าตลาดจะเกิด ความนิยม เพราะฉะนั้นความเสี่ยงจะต่ำ

หมอตั้งข้อสังเกตว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าพบว่าผู้บริหารตั้งใจจะเอาหุ้นเข้าตลาด เพื่อขาย หุ้นตัวนั้นจะไปไม่ไกล หลักในการดูตรงนี้หมอบอกว่าดูง่ายมาก

ผมจะบอกหลักให้เลย คือ ให้ไปดู สัดส่วน ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถือคนเดียว 20 30 % อย่างนี้ไม่มีปัญหา แต่หากไปดูแล้วสัดส่วนมันกระจายยาวเป็นหางว่าว อย่างนี้มีเจตนาชัดเจนว่าต้องการขายออก

ตัวอย่างเช่น คนแรกถือ 15% คนที่สองถือ 7% คนที่ 3 ลงมาถือคนละ 5 % ไล่ลงมาเหลือ 4% 3 % 2 % อย่างนี้ บอกได้เลยว่ากระจายให้นอมินีถือแล้วตั้งใจขายออกหลังเข้าตลาด หุ้นประเภทนี้จะไปได้ไม่ไกล หมอจึงแนะนำว่าวันที่จะทำกำไรดีที่สุด ก็คือ ขายวันแรก แต่ถ้าเจอหุ้นดีเรามองออกว่าราคาจะไปไกล ดีที่สุดก็คือ เราต้อง ซื้อวันแรก

หมอมีวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นอย่างไร ? เขาอธิบายหลักการตรงนี้ให้ฟังว่า อย่างแรกเราต้องรู้พื้นฐานของหุ้นให้หมด อย่างเช่น พี/อี เท่าไร? Book Value เท่าไร ? ยอดขายเท่าไร ? กำไรเท่าไร ? ผู้ถือหุ้นเป็นใคร ? มีหุ้นจดทะเบียนกี่หุ้น สัดส่วนที่ถือมีใครบ้าง อยู่ในมือผู้ถือหุ้นใหญ่กี่เปอร์เซ็นต์

เวลาผมจะซื้อหุ้น ผมต้องรู้ข้อมูลพวกนี้ให้หมด แต่เวลาซื้อหุ้นจริงๆ จะไม่สนใจว่าราคาหุ้นสูงกว่า P/E กี่เท่า สูงกว่า Book Value กี่เท่า ผมไม่ได้นำมาใช้ตัดสินใจ เป็นแค่ตัวสนับสนุนว่าหุ้นที่เราซื้อมีพื้นฐานรองรับแค่ไหน

ส่วนเรื่องราคาจะมีกลไกตลาดรองรับเองว่า ควรจะอยู่ตรงไหน ตรงนี้หมอไม่ค่อยให้ความสำคัญ เขายินดี ซื้อแพง ถ้ามั่นใจว่าสามารถ ขายแพง กว่าราคาที่ซื้อมา แต่สำหรับหุ้น IPO จากประสบการณ์ของหมอ ถ้าหุ้นตัวไหนมีความนิยมสูง ราคาหุ้นวันแรกจะ เปิด กระโดด

ผมจะดูอารมณ์ของตลาด ถ้าน่าสนใจผมก็จะเข้าไปซื้อตอนเปิดตลาดวันแรก อย่างหุ้นบาฟส์ ผมได้หุ้นจอง 60 บาท ราคาเปิดกระโดดวันแรก ผมก็เข้าเก็บที่ 94 บาท มาซื้ออีกทีที่ 100 บาท 110 บาท และ 120 บาท จากนั้นก็หยุดซื้อ พอขึ้นมา 140 กว่าบาท ผมก็ขาย

เขาอธิบายว่า วิธีการ คือเวลาผมได้หุ้นจองมาส่วนหนึ่ง ก็จะมา เฉลี่ย กับ ต้นทุน ที่ซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลักการของเขาก็คือ จำกัดความเสี่ยง ฟังผมพูดเหมือนว่าจะมีความเสี่ยง แต่จริงๆแล้วไม่มี เพราะอะไร ?

ตัวอย่างเช่น ผมได้หุ้นจองมา 3 หมื่นหุ้นในราคา 60 บาท พอเข้าตลาดวันแรกผมเริ่มซื้อที่ราคา 94 บาท สมมติซื้อเข้าไปอีก 3 หมื่นหุ้นผมก็จะเฉลี่ยต้นทุนโดยเอา 60 บวก 94 หาร 2 ต้นทุนของผมก็จะอยู่ที่ 77 บาท ก็ยังได้กำไรอีกเยอะเมื่อเทียบกับราคาในตลาด

แสดงว่าผมไม่มีความเสี่ยงเลย เพระทุกครั้งที่เรา กำไร เท่ากับว่าเรา ไม่มีความเสี่ยง ตราบใดที่เรา ขาดทุน ถึงจะเรียกว่ามี ความเสี่ยง

เขาเล่าว่าตอนที่จองหุ้นบาฟส์ได้หุนมาไม่เยอะ จำได้ว่าครั้งแรกเข้าไปซื้อที่ราคา 94 บาท ซื้อไปประมาณ 5 แสนหุ้น แล้วมาซื้อที่ 100 บาท อีกประมาณ 2 3 แสนหุ้น โดยทุกสเต็ปท์ที่ซื้อเพิ่ม วิธีการคือจะ ลดจำนวนหุ้นลงเรื่อยๆ

วิธีการของผม คือ เวลาที่ผมซื้อหุ้นขาขึ้น ผมจะลดสัดส่วนลงประมาณครึ่งหนึ่งของทุกครั้ง

สมมติว่าเขาเริ่มซื้อหุ้นบาฟส์ที่ราคา 94 บาท จำนวน 5แสนหุ้น ซื้อที่ 100บาท ที่2.5แสนหุ้น ซื้อที่110บาท ที่ 1.25 แสนหุ้น และซื้อที่ 120บาท ที่ 6.25หมื่นหุ้น (เวลาซื้อหุ้นขาขึ้นจะลดจำนวนหุ้นลงสเต็ปท์ละ 50%) เขาจะใช้เงินไปทั้งหมด 93.25 ล้านบาท เท่ากับว่าต้นทุนเฉลี่ยของเขาจะอยู่ที่หุ้นละ 99.46 ล้านบาท

การซื้อหุ้นอย่างนี้ก็เพื่อให้ ต้นทุน เฉลี่ย ต่ำกว่า ราคาตลาด พอเราเห็นว่าราคามันขึ้นไปเยอะก็รอดูอย่างเดียว เพื่อหาจังหวะขาย เขาบอกเคล็ดลับนี้ให้ฟัง

ปรัชญาการจำกัดความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งของหมอ คือ เวลาหุ้นขึ้นแรงๆ ถ้ามันขึ้นมาถึง 50% ยังไง ก็ขาย เพราะยังไง หุ้นก็ต้องปรับตัวลง และถ้าหุ้นลงมาถึง 50% ยังไง ก็ต้องซื้อ เพราะยังไง ก็ต้องปรับตัวขึ้น มันเหมือนกับเป็น สูตร อยู่ในใจผมเลยว่า ถ้าหุ้นขึ้น 50% ลง 50% ยังไงก็ต้องปรับตัว

อย่างหุ้นบาฟส์ เวลาผมนับว่าหุ้นขึ้นไปกี่เปอร์เซ็นต์ ผมไม่ได้เริ่มนับจากราคาจอง แต่ผมเริ่มนับจากราคาเปิดวันแรกที่ 94 บาท เพราะฐานมันจะอยู่ตรงนั้น พอขึ้นมาถึง 140 บาท เท่ากับว่ามันขึ้นมาแล้ว 50% ผมก็ต้องขาย ที่ผมบอกว่าการลงทุนต้องเข้าใจความเสี่ยง เพราะผมรู้อยู่แล้วว่า ค่าเฉลี่ยต้นทุน ของเราต่ำกว่า ราคาตลาด ผมถึงบอกว่าไม่เสี่ยง

ส่วนกรณีที่ซื้อหุ้นไปแล้ว ราคามีแนวโน้มลดลง หมอจะไม่ยอมให้ กำไร กลับมาเป็น ขาดทุน อย่างเด็ดขาด เขาจะใช้วิธีลดความเสี่ยงโดยการทยอยขายหุ้นออกจากพอร์ต

หมอยรรยงได้อธิบายปรัชญาของเขาว่า จะกำไรน้อย หรือ กำไรมากไม่สำคัญเท่ากับ ทำยังไง ก็ได้ไม่ให้กำไรต้องกลับมาเป็นขาดทุนเพราะมันเป็นวิธีการเล่นหุ้นที่ผมจะถือ ว่าตัวเอง โง่ มาก

หมอยกตัวอย่างว่า ถ้าเขาเริ่มซื้อหุ้นที่ราคา 10 บาท หุ้นขึ้นไปที่ 15 บาทเขาจะขายทิ้ง ถ้าขึ้นจาก 15 บาทไปที่ 20บาท แล้วตกมาเหลือ 15บาท เขาจะขายทิ้งที่ราคา 15บาท ถ้าจาก 20 ขึ้นไป 25 ลงเหลือ 20 เขาก็จะขายทิ้งที่ราคา 20บาท หลักเกณฑ์นี้อาจไม่ ตายตัว แต่เป็นวิธีการที่หมอบอกว่าเป็นวิธีการ จำกัดความเสี่ยง ในภาวะที่หุ้น ผันผวน

หมอสรุปให้ฟังว่า กฎการจำกัดความเสี่ยงของเขาจริงๆแล้ว มีอยู่แค่ 4 ข้อ คือ

หนึ่ง ขาดทุนต้อง Cut Loss (ยอมตัดขาดทุน
สอง ถ้ามีกำไรให้ถือต่อ
สาม ถ้ามีกำไรห้ามกลับมาขาดทุน
สี่ ถ้าขาดทุนครั้งแรกต้องหยุดการลงทุน มิฉะนั้นจะทำผิดซ้ำสอง

นี่คือ กฎเกณฑ์ทีผมจะยึดถือเอาไว้ตลอด ผมถือคติว่า ถ้าเราผิดครั้งแรกแสดงว่าเราเริ่มตาถั่ว มองหุ้นไม่ออก แสดงว่าสิ่งที่เรามองว่าถูกที่จริงมันผิดหมด อย่างนี้ผมจะลงจากเวทีชั่วคราว

หมอยรรยงเล่าว่า เขาเคยเล่นหุ้นเสียมากที่สุดแค่ 30 ล้านบาท ในการวางเดิมพันครั้งใหญ่ๆ ถ้าขาดทุนเกิน 5% เขาจะใช้คำสั่ง Stop Loss Orders หรือ ขายเพื่อหยุดยั้งการขาดทุน ทันที

ขณะเดียวกัน เวลามีกำไรหมอก็จะปล่อยให้กำไรมันวิ่งไปเรื่อยๆ

คอนเซ็ปท์ผมคือ หุ้นขึ้นซื้อเพิ่ม ไม่ขึ้นหยุดซื้อ ถ้าลงต่อ Cut Loss ดังนั้น เวลาขาดทุนผมถึงขาดทุนน้อย ยกเว้นเจอแจ๊คพอต ซื้อไปแล้ววันต่อมามีข่าวปฎิวัติ หรือมีข่าวไม่คาดฝัน อย่างนี้ผมจะเจ๊งเยอะ แต่ผมก็จะรีบขายทิ้งในวันรุ่งขึ้น สรุปว่า ถ้าผมมองไม่ออกว่าอนาคตของหุ้นที่ผมถืออยู่เป็นยังไง คอนเซ็ปท์ผมคือ ต้องขายทิ้งทันที
หากถามว่าวิธีการลงทุนของหมอยรรยง แตกต่างจากวิธีการลงทุนของ Value Investor อย่างไร ? หมอมีความเห็นว่าคนละขั้วกันเลย

วิธีคิดของผม คือ จะไม่ผูกพันกับหุ้นตัวไหน พร้อมจะ ตีจาก ทุกเมื่อที่มีกำไร อีกอย่างคือ ผมมีความเห็นว่า การลงทุนระยะยาว คือ ความเสี่ยง ดังนั้น พอร์ตของผมจะมีหุ้นเป็นช่วงๆ

หมอยังบอกอีกว่า จะไม่เล่นหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ จะซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสูง และจะเล่นหุ้นเฉพาะที่อยู่ใน กระแสนิยม ในขณะนั้น

เขาเปรียบเทียบวิธีการเลือกหุ้นของเขาว่า เหมื่อนกับการดูเทรนด์แฟชั่น สมมติว่าคนกำลังบ้าหลุยวิตตอง ผมก็จะซื้อหลุยวิตตอง ถ้าผมประเมินว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะไป ดูข้อมูลทุกอย่างแล้วเข้าคอนเซ็ปท์ ผมจะเข้าซื้อโดยไม่สนใจราคา แต่ถ้าคนเลิกเห่อ…ผมก็เลิกเล่น

ดังนั้น เขาจึงไม่สนใจว่าหุ้นที่ซื้อราคาจะ ถูก หรือ แพง

จะว่าไปแล้ว สไตล์การเล่นหุ้นของหมอยรรยงจัดว่า เฉียบคม อย่างยิ่ง เขากล่าวว่า สไตล์ของผม คือ เล่นหุ้นตาม แฟชั่น คือไม่ชอบนำแฟชั่น และไม่ชอบตามแฟชั่น แต่ผมจะ เกาะกระแส แฟชั่น เพราะผมเชื่อว่า นี่คือ วิธีการจำกัดความเสี่ยงที่ดีที่สุด

จังหวะที่หมอจะใช้ซื้อขายหุ้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไร?

หมอจะมีจุดสังเกต คือ วอลุ่ม หมอจะใช้ วอลุ่ม วัดระดับความเสี่ยงของหุ้น และสภาวะตลาดในขณะนั้น

ช่วงไหนที่ตลาด Sideway วอลุ่มไม่ค่อยมี หมอจะหยุดดู และ ทำตัวเหมือนกับ เหยี่ยว ที่รอคอยจังหวะในการเข้าโฉบเหยื่อ เมื่อไรก็ตามที่เขาบอกตัวเองว่าช่วงนี้หุ้น เล่นยาก ลงทุนไปก็ไม่คุ้ม เขาจะหยุดเล่นเลย นี่เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำให้หมอยรรยงแตกต่างจากนักเก็งกำไรทั่วไป

หมอรวยมาได้ไม่ใช่เพราะบังเอิญ โชคดี กว่านักเล่นหุ้นคนอื่น นั่นเพราะเขาเลือกจับเฉพาะ ปลาใหญ่ และกล้า วางเดิมพัน จนหมดหน้าตัก ในช่วงที่ตลาดหุ้นบูม เพราะเขามองว่าเป็นช่วงจังหวะที่ดีที่สุดของการทำกำไร และจำกัดความเสี่ยง

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หมอยรรยงเชื่อว่า ตลาดหุ้นมี ฤดูกาล ของมัน ในแต่ละปีจะมีช่วง นาทีทอง อย่างน้อย 1 2 เดือน และเขาจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดมือ
เขาเผยว่าจะไม่เล่นหุ้นแบบทอดแห และไม่ซื้อหุ้นโดยไม่มีเป้าหมาย ผมถือคติว่าจะไม่จับปลาเล็ก ผมชอบจับปลาวาฬ

วิธีการ คือ จะซื้อหุ้นน้อยตัว แต่จะซื้อทีละเยอะๆ โดยมองผลตอบแทนต่อครั้งประมาณ 20 30 % หรืออย่างน้อยก็ต้อง 10% ขึ้นไป

ในบางเดือน หมอยรรยง บอกว่า ช่วงที่ตลาดหุ้นไม่ดีเขาอาจจะซื้อขายหุ้นเพียงแค่ 200 300 ล้านบาท แต่ช่วงตลาดหุ้นบูมเขาอาจจะซื้อขายสูงถึงเดือนละ 2,000 ล้านบาท แต่เฉลี่ยแล้ว แต่ละเดือนจะซื้อขายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท หรือปีละกว่า 10,000 ล้านบาท

สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่เขาเห็นส่วนใหญ่จะซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไปและหวัง กำไรเพียงแค่ 3 4 % ก็ขาย ภาษานักเล่นหุ้นเปรียบเหมือนกับการ กินน้ำหวานปลายมีด คือ ได้รับผลตอบแทนน้อย แต่ลิ้นคุณต้องเจ็บตลอด อย่างนี้ผมจะไม่เล่น เพราะผิดหลักการจำกัดความเสี่ยง

ส่วนวิธีหาข้อมูลนั้น หมอบอกว่า เวลาเลือกหุ้นอันดับแรกจะดูจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจทุกเช้า อย่างเช่นหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ จะอ่านทุกวัน เพราะข้อมูลค่อนข้างหน้าเชื่อถือได้มากกว่าฉบับอื่น
พอมาถึง ห้องค้า ก็มาอ่านบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์บ้างว่า ช่วงนี้เขาแนะนำหุ้นตัวไหน แล้วก็มาดูว่าหุ้นตัวไหนบ้างที่มี ข่าวดี จากนั้นก้จะต้องเช็คว่าสิ่งที่ลงไปนั้นจริงหรือเปล่า หุ้นตัวนั้นมีพื้นฐานอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ราคาหหุ้นสะท้อนออกมาหรือยัง ถ้าวิเคราะห์ดูแล้วว่าน่าสนใจ ก็จะเริ่มลงทุน

หมอบอกว่า ในแต่ละปีจะเจอหุ้นอย่างนี้เยอะพอสมควร คนเล่นหุ้นก็จะมองเหมือนๆกัน คือ ชอบเล่นหุ้นที่ มีข่าว ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อไปแล้วจะได้กำไรแทบทุกครั้ง

แต่หมอก็มีเทคนิคในการหาหหุ้น ประจำวัน เหมือนกัน โดยเขาจะมาถึงห้องค้าก่อนเวลา 9.30 น. เพื่อมาเปิดดูข้อมูล Per-Opening ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่าง 09.30-10.00 นาฬิกา ที่ให้สมาชิกโบรกเกอร์ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นเข้ามา เพื่อระบบการซื้อขายนำคำสั่งซื้อขายทั้งหมดมาเรียงลำดับ เพื่อคำนวณหาราคาเปิดตลาดของวันนั้น

พอเห็นข้อมูล Per-Opening ดูก็พอจะเดาทิศทางตลาดวันนี้ออกว่า จะเป็นอย่างไร?

เช่น พอเวลา 09.30น. ตลาดเปิดให้คนที่ตั้งออเดอร์ ล่วงหน้าส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามา ถ้าโชว์ Offer ก่อน แสดงว่าวันนี้ตลาดไม่ดี เพราะมีคนตั้งขายมาก ถ้าโชว์ Bid ก่อน แสดงว่าวันนี้ความต้องการซื้อจะมีมาก ถ้าไปเจอหุ้นที่มี Bid เข้ามามากๆก่อนตลาดเปิดทำการ แสดงว่าวันนี้หุ้นตัวนั้นราคากำลังจะไป

ผมก็มาดูว่าเซ็กเตอร์ไหนโชว์ Bid เยอะๆ อย่างนี้น่าสนใจ พอเปิดตลาดปุ๊บเข้าไปดู Most Active 5อันดับแรกเป็นอย่างไรบ้าง เราก็พอจะรู้แล้วว่า เอ๊ะ ทำไมหุ้นตัวนี้ถึงติด 1 ใน 5 เราอ่านข่าวตอนเช้ามาแล้วนี่ มันสัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นมั้ย ถ้าผมดูอารมณ์ตลาดวันนี้ดี ดูปัจจัยพื้นฐานหุ้นใช้ได้ เราก็พอจะรู้แล้วว่าอาทิตย์นี้หุ้นตัวไหนจะฮอต บ้าง ถ้าทุกอย่างโอเค ผมก็อาจจะเข้าไปซื้อ เมื่อไรที่ตลาดเริ่มวายผมก็ถอย

ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่ถ้าจะซื้อหุ้นตัวไหนหนักๆ เขาจะพิมพ์โครงสร้างผู้ถือหุ้นออกมาดูก่อนทุกครั้ง เพื่อให้รู้ว่าบริษัทนี้เป็นของใคร? ผู้ถือหุ้นมีนิสัยเป็นอย่างไร จากประสบการณ์พอดูปุ๊บผมก็จะรู้

บางทีหมออาจจะเจอหุ้นดีๆ จากเวปไซต์ Pantip.com บางทีผมกลับบ้านกลางคืนก็เข้าไปดูใน Pantip.com ดูว่าคนมองตลาดหหุ้นตอนนี้อย่างไร? หุ้นอะไรกำลัง ฮอต แต่บางครั้งก็เชื่อถือไม่ค่อยได้

คนส่วนใหญ่มักจะมองหมอยรรยงว่าเขาเป็น นักเสี่ยงโชค บางคนมองว่าเป็น นักพนัน ด้วยซ้ำ ไม่ว่าใครจะให้คำ จำกัดความ ตัวเขาว่าอย่างไร? หมอก็ยังยืนยันว่าเขาเป็นคนที่ ไม่ชอบเสี่ยง

ผมจบทางด้านวิทยาศาสตร์ ผมจะเล่นด้วยเหตุผล อะไร ? ที่คิดว่าเป็นความเสี่ยงผมจะไม่เล่น อะไร ? ที่ผมมองว่าอนาคตไม่ดีผมจะไม่เล่น ไม่ใช่ว่าการที่ผมเป็นนักเก็งกำไร ผมต้องเล่นหุ้นสุ่มสี่สุ่มห้า เปล่า เพราะถ้า เสี่ยง ผมไม่เข้า

นี่คงเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่าทำไมเขาจึงแตกต่างจากนักเล่นหุ้นคนอื่น

*********
เครดิต: สูตรเล่นหุ้น ท.พ.ยรรยง /สูตรสำเร็จรวยด้วยหุ้น/เครือเนชั่นกรุ๊ป

Posted in บทความดีๆจากห้องสินธร เวปพันทิพย์ | Leave a comment

วัฏจักรแมงเม่า กับ เหาฉลาม … ?

การเล่นหุ้น คือ การแข่งขันกับตัวเอง แข่งขันกับจิตใจ การจะเอาชนะ ย่อมเกิดจาก การฝึกจิต การมีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่โลภ ไม่กลัว มีวินัยและมั่นคง
.          เวลาจะสร้างภูมิต้านทานและพัฒนาทักษะให้แข็งแกร่งขึ้น เพียงแต่ว่าแมงเม่า_อย่างเรา จะอยู่รอดจนบรรลุขั้นสูงของวัฏจักรแมงเม่าได้ หรือเปล่า ?

.      *  แมงเม่า
.      1) เม่าละอ่อนน้อย เข้ามาเผชิญโลกกว้าง ยังมองโลกในแง่ดีหวังรวยรวดเร็ว เชื่อคนง่าย ,  ลองผิด ลองถูก
.      2) เม่าเกรียน       มีอีโก้ชอบเสี่ยง
.      3) เม่านักทำนาย  กำไรบ้าง สลับ ขาดทุนบ้าง เพราะติดนิสัยชอบเดาอนาคต ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
.      4) เม่าเทพ         อยู่กับปัจจุบัน เข้าใจสัจธรรม ไม่ยึดติดกับราคา ลึกซึ้งในเทคนิค มั่นคงในระบบเทรด มีวินัยในการเล่นสูง  เข้าใจแล้วก็ติดตัวไปจนตาย ใช้หากินได้ตลอดไป
.    **  เหาฉลาม       กินพอดีคำ เกาะไปตามเกมส์ของรายใหญ่ กินเงินของแมงเม่าระดับต่ำกว่า

==>    เพียงแค่ทำให้ดีที่สุด เล่นในเกมส์ที่เราวางแผนไว้
==>    เราไม่ได้แข่งกับรายใหญ่ เราไม่ได้แข่งกับเจ้ามือ แต่เราแข่งกับตนเอง

จากคุณ : ศิษย์ซุนวู
Posted in บทความดีๆจากห้องสินธร เวปพันทิพย์ | Leave a comment

เพชรเม็ดงาม ใน ท้องทะเลทราย … ?

.            การหาหุ้นกว่าจะหาเจอคุณๆต้องพยายามแล้วพยายามอีก เพื่อทำให้ได้ครอบครองสิ่งมีค่า ซึ่งจะพาเราไปสู่อิสระภาพทางการเงิน

.            การลงทุนของวิลเลี่ยม_โอนิล : ซื้อหุ้นเมื่อบริษัทแข็งแกร่ง ขายออกเมื่อบริษัทอ่อนแอลง  ทาง 7 ประการในการลงทุน C-A-N-S-L-I-M

==> C = ผลกำไรไตรมาสก่อน (Current quarterly earnings)
==> A = กำไรต่อปีเพิ่มขึ้น (Annual earnings increases)
==> N = สินค้าใหม่ ทีมบริหารใหม่ จุดสูงสุดใหม่ (New products, new management, new highs)
==> S  = อุปสงค์ และ อุปทาน (Supply and demand) หากหุ้นที่มีขนาดเล็กมีปริมาณการซื้อขายสูงๆ จะทำให้โอกาสที่ราคาหุ้นจะถูกขับเคลื่อนสูงขึ้นได้
==> L  = ผู้นำ และ ผู้ตาม (Leaders and laggards)
==> I  = ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบัน (Institutional sponsorship) หาให้ได้ว่าหุ้นตัวใดที่นักลงทุนสถาบันนิยมซื้อ
==> M = ทิศทางของตลาด (Market direction) ตรวจสอบตลาดทุกวัน

จากคุณ : ศิษย์ซุนวู
Posted in บทความดีๆจากห้องสินธร เวปพันทิพย์ | Leave a comment

แด่..คนดอย…คอยเธอ

เรามักจะเห็นกระทู้ มาโพสว่า ติดดอย
บ้างก็บอกว่า ทำไมราคามันไม่วิ่งทั้งที่ ดัชนียังขึ้นต่อ
ตัวอื่นขึ้นกันมากมาย

เมื่อดูแล้ว จะเห็นได้ว่า
หุ้นที่มาโพส มักจะเป็นตัวที่ราคามันขึ้นมาสูงมากแล้ว

จำไว้เลยครับ
หุ้นไม่มีวันขึ้นโดยไม่หยุด ไปถึงจุดหนึ่ง ก็จะลง
และหุ้นไม่มีวันลงโดยไม่หยุด ไปถึงจุดหนึ่ง ก็จะขึ้น

ผมบอกประจำ ก่อนจะซื้อหุ้นตัวไหน
ให้ดูราคาที่ผ่านมา ย้อนหลังไปอย่างน้อย 4-6 เดือน
ตัวไหน ราคาขึ้นมาสูงมากแล้ว ไม่ควรซื้อ
แม้เพิ่งจะเริ่มย่อตัวลง ก็อย่ารีบเข้าซื้อ อาจติดดอย
เพราะจะถูกเทขายทำกำไร

จะซื้อหุ้นพวกนี้ ต้องพร้อมเสมอ ที่จะ cut loss
หลายคนไปซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นไปสูงมากแล้ว พอขึ้นต่อหน่อย
แล้วราคาไหลลง ก็ไม่ขาย take profit
พอไหลลงต่อ ก็ไม่ยอมขาย cut loss
หุ้นที่ขึ้นสูงมาก หากมันไหลลงไปหาจุดที่มันมา ก็จะติดดอยสูง

บางคนไปซื้อตัวที่ขึ้นสูงมากแล้ว
พอเริ่มย่อตัวลงหน่อย ก็รีบเข้าซื้อ
พอราคาไหลลงต่อ ลงต่อ ก็ไม่ยอมขาย cut loss
รอจะให้มันขึ้นกลับไปสู่จุดที่มันลงมา
ต้องนึกด้วยว่า มันอาจจะไหลกลับไปสู่จุดที่มันขึ้นมา

หุ้นมีหลายร้อยตัว ในตลาด เราเลือกได้
จะไปเสี่ยงซื้อพวกนี้ ทำไม โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบ cut loss
หาซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ราคายังไม่สูง
โอกาสที่จะติดดอย มีน้อย

จากคุณ : สาระขัน
Posted in บทความดีๆจากห้องสินธร เวปพันทิพย์ | Leave a comment

ฉาวโฉ่อีกแล้วครับ..หุ้นเสี่ย ‘ประยุทธ’

เกาะกระแสธุรกิจ โดย สุนันท์ ศรีจันทรา

บริษัท ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด ซึ่งมีนายประยุทธ มหากิจศิริ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สร้างความฉาวโฉ่อีกครั้ง โดยกำลังถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบ เนื่องจากมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการจงใจปิดบังข้อมูลที่เป็นนัยสำคัญของการ ดำเนินงาน

หุ้นบริษัท ไทยน๊อคซ์ เคยเป็นข่าวครึกโครมมาแล้ว ในช่วงที่มีการกระจายหุ้นสู่ประชาชนทั่วไป โดยนำหุ้นประมาณ 2,500 ล้านหุ้นเสนอขาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นของนายประยุทธ จึงเป็นการระดมเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง นอกจากนั้นการจัดสรรหุ้น ยังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางด้วย

เพราะมีการจัดสรรโควตาให้ผู้มีอุปการคุณจำนวนถึง 500 ล้านหุ้น หรือประมาณ 20% ของหุ้นที่นำมากระจายทั้งหมด

ส่วน ผู้มีอุปการคุณที่นายประยุทธนำหุ้นประเคน ก็มีชื่อของนายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณได้รับจัดสรรจำนวน 10 ล้านหุ้น นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณได้รับจัดสรร 7 ล้านหุ้น กลุ่มจุฬางกูร หรือกลุ่มเครือญาตินายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับจัดสรร 10 ล้านหุ้น…

และ แม้แต่นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ นักจัดรายการวิทยุ ก็ยังมีชื่อพ่วงเข้าไปในรายการผู้มีอุปการคุณ ได้หุ้นจองไทยน๊อคซ์ 3.5 ล้านหุ้น ในฐานะผู้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้บริหาร

ราคาหุ้นไทย น๊อคซ์ กำหนดขายนักลงทุนหุ้นละ 2.10 บาท แต่ปรากฏว่า เมื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ราคาต่ำกว่าราคาที่เสนอขาย โดยนักลงทุนที่จองซื้อขาดทุนกันถ้วนหน้า ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คาดหมายกันไว้ก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากนักลงทุนทั่วไป ไม่มีความเชื่อมั่นการบริหาร และหวั่นไหวความไม่โปร่งใสในการดำเนินงาน จึงเลี่ยงที่จะเข้าไปลงทุน

หุ้น ‘ไทยน็อคซ์’ ถูกจับตาในความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานตั้งแต่เข้าจดทะเบียน แต่พฤติกรรมที่เข้าข่ายไม่โปร่งใส ก็เกิดขึ้นจนได้ ทั้งที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เพียงประมาณ 2 เดือน โดยบริษัทได้ประกาศจะลงทุนประมาณ 14,000-15,000 ล้านบาท ในโครงการผลิตเหล็กรีดร้อน และประกาศเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 2,000 ล้านบาท พร้อมออกวอร์แรนต์หรือใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญจำนวน 2,000 ล้านหน่วย

ตลาด หลักทรัพย์สั่งพักการซื้อขายหุ้นไทยน๊อคซ์ในทันที เพราะข้อมูลการเพิ่มทุนไม่ชัด ขณะที่ก.ล.ต.ได้สั่งให้บริษัทชี้แจงโครงการลงทุนและการเพิ่มทุน เนื่องจากเข้าข่ายการจงใจปกปิดข้อมูลที่มีสาระสำคัญในการดำเนินงาน

ก.ล.ต. ตั้งข้อสังเกตว่า การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท และการเพิ่มทุน บริษัทต้องใช้เวลาในการพิจารณา ไม่ใช่ตัดสินใจกันเพียงแค่เดือนหรือสองเดือน ซึ่งหากบริษัทมีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ต้องระดมทุนเพิ่มไว้แล้ว ปัญหาคือ ทำไมไม่แจ้งข้อมูลในหนังสือชี้ชวน หรือแบบรายการแสดงข้อมูลในขั้นตอนการเสนอขอกระจายหุ้น เพื่อให้นักลงทุนรับทราบข้อมูลล่วงหน้า

สิ่งที่ ก.ล.ต.ตั้งโจทย์ไว้คือ ไทยน๊อคซ์จงใจปกปิดข้อมูลหรือไม่ ซึ่งถ้าจงใจปกปิดข้อมูล ก็จะมีความผิดตามมาตรา 278 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับในวงเงิน 2 เท่าของหุ้นที่เสนอขาย หรือปรับไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท

การ ตรวจสอบพฤติกรรมของไทยน๊อคซ์ สอดรับกับความรู้สึกของนักลงทุน เพราะหุ้นเพิ่งจะเข้าซื้อขายเพียง 2 เดือน แต่กลับระดมทุนเพิ่ม ซึ่งผิดหลักของการเป็นบรรษัทภิบาล โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีหลักบรรษัทภิบาล ควรมีแผนงานที่ดี

ถ้ามีแผนการลงทุนล่วงหน้า ต้องระดมเงินเพิ่ม จะต้องประกาศให้นักลงทุนรับทราบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจซื้อขายหุ้น

และ ถ้านายประยุทธรู้ว่าจะต้องระดมทุนเพิ่มในอนาคตอันใกล้ ก็ควรจะระดมทุนช่วงนำหุ้นเสนอขายประชาชนทั่วไปในคราวเดียว โดยลดหุ้นส่วนตัวของนายประยุทธที่จะนำเสนอขาย และนำหุ้นเพิ่มทุนออกมาขายแทน

แต่ นายประยุทธกลับนำหุ้นส่วนตัวมาเสนอขาย ระดมเงินเข้ากระเป๋า และเมื่อประชาชนทั่วไปซื้อหุ้นจากนายประยุทธแล้ว จึงออกหุ้นเพิ่มทุน เพื่อดึงเงินจากกระเป๋าผู้ลงทุนอีกรอบ!?

ความไม่ชอบมาพากลสำหรับการ เพิ่มทุนบริษัท ไทยน๊อคซ์ ที่ถูกจับตาอีกประเด็น คือการนำเงินเพิ่มทุนซื้อที่ดินจำนวน 240 ไร่ ในราคาประมาณ 349 ล้านบาท จากบริษัท แอ็คมี่ แคมพ จำกัด ซึ่งนายประยุทธถือหุ้นอยู่ 100% และถือเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน โดยผู้บริหารบริษัท ไทยน๊อคซ์ นำเงินของผู้ถือหุ้นไปซื้อทรัพย์สินของตัวเอง

พฤติกรรมในลักษณะเดียว กัน เคยเกิดขึ้นแล้วในบริษัท ไทยฟิล์ม อินดัสตรี่ จำกัด ซึ่งนายประยุทธเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยมีการนำเงินเพิ่มทุนของไทยฟิล์มจำนวน 1,600 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นบริษัท ไทยคอปเปอร์ ซึ่งนายประยุทธเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จนก.ล.ต.ต้องตรวจสอบและขอคำชี้แจง

การ นำเงินเพิ่มทุนของไทยน๊อคซ์ซื้อที่ดินของนายประยุทธ ไม่ใช่รายการอัฐยายซื้อขนมยาย แต่เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายการถ่ายเทเงิน ซ้ำรอยกรณีบริษัท ไทยฟิล์มฯ

นายประยุทธได้ ‘น็อค’ ผู้ลงทุนที่จองซื้อหุ้นไทยน๊อคซ์ไปแล้ว เพราะใครที่ลงทุนในหุ้นไทยน๊อคซ์ ถูกกินเรียบ ไม่เว้นแต่บรรดาผู้มีอุปการคุณที่ได้รับจัดสรรหุ้นจองทั้งหลาย เนื่องจากขาดทุนกันถ้วนหน้า และการประกาศเพิ่มทุนอีก 2,000 ล้านบาท โดยมีวอร์แรนต์มาล่อ อาจเป็น ‘เกม’ สูบเงินจากตลาดหุ้นรอบสอง

การดำเนินงานของบริษัท ไทยน๊อคซ์ สังคมชาวหุ้นอาจจะตัดสินไปแล้วว่า ขาดความโปร่งใส เพียงแต่จะตรวจสอบความผิดกันได้ขนาดไหนเท่านั้น

เพราะไทยน๊อคซ์ ไม่ใช่กรณีแรก ก่อนหน้ามีกรณีบริษัทไทยฟิล์มฯ เกิดขึ้นแล้ว โดย ก.ล.ต.ไม่สามารถทำอะไรได้

แม้ จะเห็นๆ กันว่าหุ้นของนายประยุทธ มหากิจศิริ มักอ่อนด้อยด้านธรรมาภิบาล และมักมีพฤติกรรมหมิ่นเหม่ต่อการโยกย้ายถ่ายเทเงิน แต่นักลงทุนไม่ได้ตั้งความหวังว่า ก.ล.ต.จะทำอะไรหุ้นของนายประยุทธได้ เพราะถ้าทำได้ คงทำไปแล้ว โดยไม่ปล่อยให้ไทยน๊อคซ์เข้ามาเล่นเกมสูบเงิน

ไม่ปล่อยให้หุ้นที่เข้าข่ายไร้ธรรมาภิบาล เข้ามาหลอกหลอนนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

Posted in บริษัทสีเทา | Leave a comment

บีบีซีล่มสลาย.. ‘เกริกเกียรติ’ ต้องชดใช้

เกาะกระแสธุรกิจ โดย สุนันท์ ศรีจันทรา

คดี ยักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) ใกล้ปิดฉากลงแล้ว หลังจากยืดเยื้อมาประมาณ 10 ปี โดยศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นเวลา 30 ปี และปรับอีกประมาณ 3,300 ล้านบาท โดยมีพรรคพวกติดร่างแหอีกหลายคน

แบงก์บีบีซี เคยเป็นข่าวครึกโครม เนื่องจากเป็นแหล่งยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์จำนวนมหาศาล โดยมีตัวละครเข้าไปเกี่ยวข้องมากมาย ไม่เว้นแต่นักการเมืองชื่อดัง ซึ่งกำลังได้ดิบได้ดี และมีบทบาทสำคัญบนเวทีการเมืองในปัจจุบัน

แต่ผู้ที่ต้องชดใช้ความเสียหายนับแสนล้านบาท จากความล่มสลายของธนาคารพาณิชย์แห่งนี้ มีเพียงนายเกริกเกียรติและพวกเท่านั้น

ส่วนนักการเมืองที่เคยเข้าไปตักตวงเงินจากแบงก์บีบีซีนับสิบคน กลับลอยนวล โดยที่กฎหมายไม่อาจเอื้อมมือไปแตะได้

ความ จริงตัวละครเอกที่สร้างตำนานกลโกงที่ลึกล้ำซับซ้อนแห่งนี้ คือ นายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษาส่วนตัวของนายเกริกเกียรติ ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยคดีฉ้อโกงในแคนาดา และพยายามยื้อเวลาที่จะถูกส่งกลับตัวมาดำเนินคดีในประเทศไทยให้นานที่สุด

นาย ราเกซ เข้ามาในแบงก์บีบีซี ประมาณปี 2535 ในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน และเข้ามาช่วงที่ธนาคารกำลังเร่งแก้ปัญหาด้านฐานะและหนี้สิน โดยนายเกริกเกียรติหวังว่า นายราเกซจะช่วยกอบกู้แบงก์บีบีซีได้ จึงให้ความไว้วางใจและมอบบทบาททางด้านการวางแผนทางธุรกิจ

ประมาณกลาง ปี 2535 หุ้นแบงก์บีบีซีถูกปั่นราคาโดยกลุ่มนายสอง วัชรศรีโรจน์ หรือเสี่ยสอง เข้ามาไล่ซื้อ จนราคาที่ยืนอยู่ระดับ 10 บาทเศษ พุ่งไปถึง 80 บาท ซึ่งนายสองปล่อยข่าวว่า จะเทคโอเวอร์แบงก์แห่งนี้ และมีหุ้นอยู่ในมือแล้วกว่า 10% ของทุนจดทะเบียน

แต่เกมปั่นราคาหุ้น แบงก์บีบีซีของกลุ่มเสี่ยสอง ต้องปิดฉากลง หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เข้ามาตรวจ สอบพฤติกรรมการซื้อขาย ก่อนที่จะกล่าวโทษนายสองและพวก ในความผิดปั่นหุ้น ในเดือนธันวาคม 2535 แต่ที่สุดศาลก็ตัดสินยกฟ้องกลุ่มเสี่ยสอง ขณะที่กลุ่มเสี่ยสองก็ต้องขายทิ้งหุ้นแบงก์บีบีซี โดยต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากหุ้นตัวนี้

การพลิกเกมปั่นหุ้นและเท คโอเวอร์ของกลุ่มเสี่ยสองมาได้ ทำให้นายเกริกเกียรติเพิ่มความเชื่อถือนายราเกซมากขึ้น และปล่อยให้มีบทบาทในธุรกรรมของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การเต็มตัว

ตั้งแต่ ปี 2536 นายราเกซผงาดขึ้นมาเป็นผู้ที่ครอบงำแบงก์บีบีซี ทั้งแนวความคิดและธุรกรรมทางการเงินต่างๆ โดยแม้ว่าแบงก์ชาติ จะส่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เข้ามาเป็นที่ปรึกษา เพื่อดูแลให้การดำเนินงานของธนาคารเป็นไปอย่างโปร่งใส แต่ ดร.วีรพงษ์ ก็เป็นเพียงแค่ตรายางเท่านั้น โดยแทบไม่มีบทบาทอย่างใดในธนาคาร และไม่สามารถเป็นได้แม้แต่ตัวคานนายราเกซ

นายราเกซ เริ่มสร้างบารมี โดยต่อสายสัมพันธ์กับนักการเมือง และมีการอนุมัติเงินกู้ให้นักการเมืองจำนวนนับสิบคน แม้หลักประกันจะอ่อนก็ตาม ซึ่งนักการเมืองที่ขลุกกับแบงก์บีบีซีในช่วงนั้นคือกลุ่ม 16 เช่น นายเนวิน ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา นอกจากนั้น ยังเริ่มขบวนการผ่องถ่าย โดยปล่อยเงินกู้ให้บริษัทของตัวเอง

โครงการ เงินกู้ที่โด่งดังในสมัยนายราเกซคือ การปล่อยกู้เพื่อการเทคโอเวอร์กิจการในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นการถ่ายเทเงินจากแบงก์บีบีซีอีกรูปแบบหนึ่ง โดยนายราเกซจะตั้งตัวตุ๊กตาขึ้นมา เพื่อเทคโอเวอร์บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งนักการเมืองบางคนก็เคยเป็นหนึ่งในตุ๊กตาที่นายราเกซตั้งขึ้น และเมื่อเทคโอเวอร์มาแล้ว นายราเกซก็จะตั้งตุ๊กตาอีกตัวขึ้นมาซื้อหุ้นบริษัทจดทะเบียนอีกทอดหนึ่ง ในราคาที่สูงขึ้น โดยที่แบงก์บีบีซีจะเป็นผู้สนับสนุนเงินกู้ในการเทคโอเวอร์

ช่วง ระหว่างปี 2536-2537 เกิดการเทคโอเวอร์กิจการบริษัทในตลาดหลักทรัพย์นับสิบแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีนายราเกซชักใยอยู่เบื้องหลัง และส่วนใหญ่แบงก์บีบีซีจะเป็นผู้สนับสนุนเงินกู้ในการเทคโอเวอร์ โดยเกมเทคโอเวอร์ที่เกิดขึ้น จะทำให้กลุ่มนายราเกซกอบโกยกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น เพราะเมื่อซื้อหุ้นมาราคาหนึ่งแล้ว จะตั้งตุ๊กตามาซื้อต่อในราคาที่แพงขึ้น แต่เงินที่นำมาใช้ในการซื้อหุ้นต่อ เป็นเงินกู้จากแบงก์บีบีซี

ความ เสี่ยงในความเสียหายจึงตกอยู่กับแบงก์บีบีซี ส่วนกลุ่มนายราเกซกินกำไรจากส่วนต่างราคา ซึ่งนักการเมืองบางคนร่ำรวยนับร้อยล้านบาท จากการร่วมขบวนการเทคโอเวอร์กับนายราเกซ

เกมการเทคโอเวอร์บริษัทใน ตลาดหลักทรัพย์ ทำให้แบงก์บีบีซีเกิดหนี้เสียหลายพันล้านบาท และไม่อาจติดตามคืนจากผู้กู้ได้ เพราะผู้กู้คือตุ๊กตาที่นายราเกซปั้นขึ้น โดยเฉพาะนายอัดนัน ซึ่งถูกจัดฉากว่าเป็นเศรษฐีชาวตะวันออกกลาง และถูกส่งให้เข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง

ปี 2537 ปัญหาความฉ้อฉลในแบงก์บีบีซี ถูกนำไปอภิปรายในสภาฯ และมีนักการเมืองหลายคนถูกระบุถึงการเข้าไปตักตวงผลประโยชน์ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดที่ระบุความผิดของนักการเมืองได้ จนปี 2541 แบงก์บีบีซีก็ถึงจุดล่มสลาย โดยแบงก์ชาติประกาศปิดตาย และต้องแบกรับความเสียหายนับแสนล้านบาท

จำเลยที่กำลังชดใช้ของแบงก์ บีบีซีขณะนี้ คือ นายเกริกเกียรติและพวกอีก 4-5 คน โดยคดีฟ้องร้องความผิดเกี่ยวกับการฉ้อฉลมีรวมทั้งสิ้น 17 คดี และเพิ่งพิพากษาไป 4 คดี เหลืออีก 13 คดีที่นายเกริกเกียรติจะต้องรอชะตากรรม ซึ่งไม่รู้ว่ารวมแล้วนายเกริกเกียรติจะถูกจำคุกกี่ปี

ส่วนนายราเก ซซึ่งเป็นหัวโจกใหญ่ และเป็นคนต้นคิด เป็นคนบงการ อยู่ระหว่างรอการชดใช้ โดยไม่แน่ใจว่า ประเทศไทยจะมีโอกาสได้ชำระความผิดของนายราเกซได้หรือไม่ เพราะหลายปีแล้ว แคนาดาก็ยังไม่ยอมส่งตัวกลับมาประเทศไทย

แต่จำเลย อีกกลุ่มหนึ่ง หรือบรรดานักการเมืองที่เคยเข้าไปร่วมปล้นเงินฝากของประชาชนออกมา สังคมไทยหมดความคาดหวังไปแล้วว่า จะต้องร่วมชดใช้ในความล่มสลายของบีบีซี เพราะถึงป่านนี้ คงสาวไปไม่ถึงแล้ว

และไม่มีใครจะทำหน้าที่รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะเมื่อบรรดานักการเมืองที่ร่วมขบวนการผ่องถ่ายเงินบีบีซีกำลังเป็นใหญ่

การตัดสินจำคุกนายเกริกเกียรติ 30 ปี หลายคนอาจสะใจในโทษทัณฑ์ที่ได้รับ แต่มองกันอีกแง่ก็น่าเห็นใจเหมือนกัน

เพราะนายเกริกเกียรติเป็นเพียงละครตัวหนึ่ง ในฉากการปล้นธนาคารพาณิชย์ครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์เท่านั้น

————————————————————————————-

อัพเดทเรื่องเพื่อเป็นปัจจุบัน

http://www.stock2morrow.com
27th-January-10, 08:38

อุทธรณ์ยืนคุก10ปีเสี่ยตั้ว โกงบีบีซี-ปรับ2,264ล้าน ศาลให้ประกันแต่ห้ามไป
ตปท. ออกหมายจับ2เพื่อนร่วมแก๊ง
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 26 มกราคม ศาลอาญากรุงเทพฯใต้ ถ.
เจริญกรุง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามที่อัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและ
ทรัพยากร3และธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี

ร่วมเป็นโจทก์ฟ้อง นายพิเศษ พานิชสมบัติ อดีตเจ้าหน้าที่ประเมินหลักทรัพย์ ,
นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บีบีซี,บริษัทซิตี้ เทรด
ดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด , น.ส.สุนันทา หาญวรเกียรติ อดีตกรรมการบริษัทซิ
ตี้ฯ,นายเอกชัย อธิคมนันทะ อดีตผู้ช่วย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บีบีซี.และนาย
เทอร์รี่ อีสเตอร์ อดีตกรรมการบริษัทซิตี้ ฯ เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐาน
ร่วมกันยักยอกทรัพย์ มูลค่า 1,657ล้านบาทและเป็นกรรมการซึ่งรับผิดชอบ
การดำเนินงานของธนาคาร

กระทำผิดหน้าที่ ร่วมกับพวกเบียดบังทรัพย์สินไป
โดยทุจริตและรับของโจร กรณีระหว่างวันที่ 10กุมภาพันธ์-20 กรกฎาคม
2538 นายเกริกเกียรติ อนุมัติเงินสินเชื่อให้บ.ซิตี้ ฯ โดยทุจริต จำนวน 1,657
ล้านบาท เกินกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กำหนดให้สินเชื่อ
ได้เพียง 30ล้านบาทและจำเลยยังร่วมกันประเมินราคาหลักทรัพย์ที่ดินสูงเกิน
จริง

Posted in บริษัทสีเทา | Leave a comment

หนัก เบา ช้า เร็ว ; พลิกแพลง ดุจฟ้าดิน ไร้ขอบเขต …?

คนส่วนใหญ่ ที่เข้ามาลงทุนมักจะพึงพอใจกับการได้กำไรก้อนใหญ่ หรือเศร้าเสียใจกับการขาดทุน ซึ่งในภาวะตลาดแบบ non trend หรือ side-way แบบนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงต้องรวนเร ขาดความมั่นใจไม่มากก็น้อย เพราะด้วยความคิดเดิมที่เคยทำกำไรกับตลาดหุ้นได้ กับไม่สามารถนำมาใช้ได้ในสภาวะตลาดแบบนี้ เพราะกราฟเทคนิคนั้นตามหลังราคา ยิ่งราคาขึ้นลงมากในหนึ่งวัน ย่อมก่อให้เกิดสัญญาณลวง ดังนั้นบางวันกำไร บางวันก็ขาดทุน
.      เทรดเดอร์มือใหม่ หลายท่านพยายาม รีดฟอร์มทำกำไรให้ได้มากๆ เพื่อพิสูจน์ตัวและได้รับการยอมรับ จนมันทำให้ฝืนจังหวะตลาดไป ผลเสียก็จะมีมากคือขาดทุน และเสียความมั่นใจไป สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ ลองผ่อนคลายและหยุด ถอยออกมานอกเกมส์ เพื่อทบทวน
.      ในหนังสือเล่มหนึ่ง ดร.เทียม โชควัฒนา 4 คำสั้นๆ “หนัก เบา ช้า เร็ว” ผมนำมาประยุกต์ใช้ทั้งด้านการทำงานและการลงทุน เพราะผมเชื่อในเรื่องขอความสมดุลของสรรพสิ่ง
.      หนัก : คือสิ่งที่ต้องเน้น ทำมากๆ สิ่งที่เราต้องทุ่มเท สำหรับผม การลงทุนคืออีกโลกที่ผมมาพบมัน ตอนโต(หรือแก่) ผมไม่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ สิ่งที่จำเป็นและต้องเน้นหนัก ทุ่มเทหาข้อมูลของหุ้นตัวที่เราสนใจ
.      เบา : คือ สิ่งที่ต้องตระหนักและคิดยั้ง ถ้าท่านบ้านไม่รวย ไม่ได้ขับเบนซ์ ยังต้องเป็นมนุษย์เงินเดือน จงอย่าทุ่มเทให้หุ้น จนเกินไป เพราะเวลาอีก 90% ของคุณต้องไปทุ่มเทให้การงาน และครอบครัวด้วย จงอย่าหมกมุ่นในการทำกำไร เอากลับไปคิดติดหัว หรือแม้แต่คอยกังวลเรื่องราคาหุ้นเกินไป เชื่อผมเถอะว่า ยิ่งเราคิดถึงมาก มันยิ่งทำให้เราเป็นกังวล ผลก็คือ ทุกอย่างจะแย่กว่าเดิม ปล่อยใจสบายๆครับ
.      ช้า: คือ การรู้จักรอโอกาส ไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุน หรือซื้อหุ้นในทุกจังหวะ เพื่อจะสนองตอบความต้องการทางจิตใจ ที่อยากจะได้กำไร หลายคนยังนำเอาระบบคิดแบบงานประจำมาใช้อยู่ โดยเน้นไปที่การซื้อขายมากๆครั้งเพื่อ หวังโบนัสกำไรก้อนโต รอจังหวะที่ดี เมื่อหุ้นเริ่มมีสัญญาณซื้อแล้วค่อยเข้าซื้อ จงละเอียดกับการลงทุน ฝึกให้จิตใจเราสงบไม่รนรานไปตามความโลภและความกลัว นี้ต่างหากคือเคล็ดลับความสำเร็จ หัวใจสำคัญไม่ใช่การได้กำไรมากๆ แต่เป็นการได้กำไรแบบสม่ำเสมอและยั่งยืนต่างหาก
.      เร็ว: คือสิ่งที่เราต้องเร่งรีบทำ เร่งรีบพัฒนา สำหรับผมก็คือวิธีคิดและระบบเทรด ไม่ว่าจะลงทุนแนวไหน จะสั้นจะยาว จะลงทุนในตลาดไหน สิ่งที่ต้องมีคือระบบเทรด ระบบที่เป็นตรรกะในการซื้อ ขายหุ้น รวมถึงการจัดการเงินและแผนฉุกเฉิน เพื่อใช้ในการรับมือกับอารมณ์ของตนเอง
.      ทุกคนมุ่งมั่นจะไปสู่อิสระภาพทางการเงิน เร่ง รีบซื้อขายหุ้นตามเพื่อน ตามข่าวเพราะกลัวตกรถ แบบนั้นเรียกว่า เร็วในสิ่งที่ไม่ควรเร็ว ผลก็จะเกิดแก่ตัวท่านเอง จนบางครั้งมันรุนแรงจนยากจะแก้ไข
ปล.  ” หนัก เบา ช้า เร็ว ”  ;  พลิกแพลง ดุจฟ้าดิน ไร้ขอบเขต …  ทำได้ก็เป็น… เทพ_บนดิน แหละคร๊าบ พี่น้อง!

จากคุณ : ศิษย์ซุนวู

 

Posted in บทความดีๆจากห้องสินธร เวปพันทิพย์ | Leave a comment